วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

มะม่วงและเศรษฐศาสตร์

คนไทยภาคภูมิใจกับพันธุ์มะม่วงของตนเองว่า หวานอร่อยหาใครเทียมได้ยาก ซึ่งคนฟิลิปปินส์ เม็กซิโก บราซิล ก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน แต่ที่แตกต่างกันก็คือ สองประเทศหลังนี้ส่งออกไปขายต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดใหญ่มากมายกว่าไทยอย่างเทียบกันไม่ได้

การ "แน่จริง" แต่ไม่แน่ไปตลอดของไทยและฟิลิปปินส์ อธิบายได้โดยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์

มะม่วงเป็นหนึ่งในพืชพันธุ์ 3 ประเภทหลักที่เชื่อว่าต้นกำเนิดคือบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีก 2 พืชพันธุ์ก็คือ ทุเรียน และข้าว

เท่าที่มีหลักฐานจากการขุดและค้นคว้าพบว่ามะม่วงปรากฏตัวในโลกเมื่อศตวรรษที่ 16 หรือเมื่อ 500 ปีก่อน สำหรับแหล่งกำเนิดและเวลาที่มีหลักฐานพบเป็นครั้งแรกของผลไม้อื่นๆ มีดังนี้ องุ่น (แถบทะเลแคสเปียนและทะเลดำ เมื่อ 6,000 ปีก่อน) แคนตาลูป (อิหร่าน หรือชื่อเก่าคือ เปอร์เซีย เมื่อ 4,400 ปีก่อน) แตงโม (อาฟริกาตอนกลาง เมื่อ 4,000 ปีก่อน) ส้มแมนดารินประเภทส้มเขียวหวาน (จีน เมื่อ 2,200 ปีก่อน)

มะม่วงในบ้านเรามีหลากหลายพันธุ์มีชื่อนับเป็นร้อยๆ มีการผสมสร้างพันธุ์ขึ้นใหม่ตลอดเวลา เช่น พันธุ์พระมหาชนก มีผิวเหลืองทองสวยงาม รูปร่างงดงามยาว ผลใหญ่ เนื้อมีสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานอร่อย เสียเพียงแต่บริเวณเนื้อใกล้ผิวแข็งไปหน่อย แต่พันธุ์กินสุกที่คลาสสิค และเป็นที่นิยมไม่ตกในความเห็นของผมก็คือมะม่วงอกร่อง

คนไทยบริโภคมะม่วงต่างจากคนชาติอื่น คือ จำนวนไม่น้อยชอบกินมะม่วงดิบๆ จิ้มน้ำปลาหวาน หรือพริกกะเกลือ (ที่จริงมีน้ำตาลด้วยแต่เขาเรียกกันอย่างนั้นมานาน) ยังไม่มีใครศึกษาว่าตลาดบริโภคในบ้านเรานั้นบริโภคมะม่วงสุก หรือดิบมากกว่ากันมากน้อยเพียงใด ในขณะที่คนชาติอื่น เช่น ฟิลิปปินส์ บริโภคมะม่วงสุกกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมะม่วงซึ่งคนไทยไม่ชอบเอาเลย

ผมเคยเห็นคนอินเดียบริโภคมะม่วงอย่างน่าสนใจ คือ เขาจะนวดลูกที่สุกอย่างระวัง กะให้น่วมเละ และเจาะตรงหัวดูดเนื้อที่เละออกทาน คนอินเดียบริโภคฝรั่ง (ผลไม้นะครับไม่ใช่คน) สุกหรือเกือบสุกโดยจิ้มกับเกลือและพริกไทย

คนไทยโบราณเองก็บริโภคมะม่วงสุกกับข้าว บริโภคแตงโมและปลาแห้งป่นกับข้าว บริโภคเนื้อมะพร้าวป่นคั่ว และโขลกกับน้ำตาลเกลือและปลาแห้งละเอียด (เรียกว่าพริกกะเกลือเหมือนกัน) กับข้าว ฯลฯ ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เห็นความแตกต่างของรสนิยมการบริโภคของผู้คน ผมเคยพบคนบางประเภทที่คิดว่าลักษณะที่ชาติเราบริโภคอาหารนั้นมันยอดสุดๆ เหนือเทียมทานกว่าคนทุกชาติ (คนอื่นที่ไม่บริโภคเหมือนเราคือคนโง่)

ชาตินิยมเซ่อๆ แบบนั้นแสนแคบ และไม่สนุก อย่าลืมว่าถ้าเราเกิดมาและพ่อแม่เราฝึกให้กินมะม่วงสุกแบบดูดทุกวัน เราก็จะเคยชินและเห็นว่ามันอร่อยสุดยอดเหมือนกัน

คราวนี้ลองดูตัวเลขส่งออกมะม่วงในโลกกันบ้าง ขอเอาตลาดสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุดเป็นหลัก เหตุที่ตลาดใหญ่ไม่ใช่เพราะคนอเมริกันชอบมะม่วงมาก แต่เป็นเพราะมีคนที่ชอบกินมะม่วงอพยพเข้าไปอยู่กันมาก (คนฟิลิปปินส์ชาติเดียวเชื่อว่าอาจถึง 2-3 ล้านคน) ในปี 2003 สหรัฐอเมริกานำเข้ามะม่วงจากฟิลิปปินส์เพียง 162,000 เหรียญสหรัฐ ในขณะที่นำเข้ามูลค่า 90 ล้านเหรียญจากเม็กซิโก และ 28 ล้านเหรียญจากบราซิล

ไทยและอินเดียถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แต่ก็มีการนำเข้าสหรัฐอเมริกาน้อยกว่าฟิลิปปินส์

ปัญหาใหญ่ของการส่งออกไปขายในสหรัฐอเมริกาก็คือมีกฎเกณฑ์เข้มข้นทางสาธารณสุข เพราะกลัวแมลงพันธุ์ที่เรียกว่า "mango-pulp weevil" ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า sternochetus frigidus เพราะทำให้เนื้อเละกลายเป็นสีดำ ทางการกลัวว่ามันอาจเข้าไปทำลายมะม่วงที่มีปลูกกันในแถบฟลอริดา อาจกลายพันธุ์เป็นโทษต่อพืชผลไม้อื่นได้ และอาจลุกลามไปถึงเม็กซิโก มหามิตรในกลุ่มการค้า NAFTA

ฟิลิปปินส์พยายามอย่างหนักที่จะส่งออกให้มากกว่าเดิม ให้มีมูลค่าใกล้เคียงกับกล้วยและสัปปะรด ที่ส่งออกไปขายในสหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ผลิตมะม่วงปีละประมาณ 1 ล้านตัน แต่ส่งออกเพียงร้อยละ 10 ฟิลิปปินส์หวังว่าภายใต้ยี่ห้อ Philippine Super-Mango ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

ไทยผลิตมะม่วงมากกว่าฟิลิปปินส์มากมาย แต่เหตุใดจึงไม่ส่งออกไปขายต่างประเทศ จะได้รวยกันแบบไม่มีเหตุผลถ้วนหน้า ?

ก่อนตอบคำถามนี้ผมขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อกว่า 15 ปีมาแล้ว ผมเคยไปดูสวนมะม่วงที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา กับนักศึกษาสำนักท่าพระจันทร์ ในวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรของ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เพื่อนร่วมคณะผู้ชอบให้นักศึกษาไปเห็นของจริงแถบสวนที่ไปดูผมเห็นเขาปลูกแต่มะม่วงแก้ว และมะม่วงพันธุ์ที่นิยมกินกันดิบๆ มากกว่าสุก ผมก็ถามว่าเหตุใดจึงไม่ปลูกมะม่วงพันธุ์ราคาสูงเช่นน้ำดอกไม้

เกษตรกรตอบผมว่าปลูกแค่นี้ไปขายปากคลองตลาดก็รวยพอแล้ว มะม่วงน้ำดอกไม้มันเรื่องมาก ต้องปลูกให้ต้นเตี้ยเวลาเก็บจึงจะไม่ช้ำ มีปัญหาส่งออก คุณภาพต้องดีเยี่ยมจึงจะส่งออกได้ และมีอุปสรรคเรื่องกลัวแมลงเยอะแยะน่ารำคาญ

ผมเข้าใจว่านี่คือส่วนหนึ่งของคำตอบ รสนิยมของการบริโภคมะม่วงดิบของคนไทย ชี้นำพันธุ์มะม่วงที่เกษตรนิยมปลูก และเมื่อปลูกออกมาแล้วคนไทยก็บริโภคจนเกือบหมด และได้รายได้ดีพอควร จนไม่สนใจการปลูกมะม่วงุสกราคาสูงเพื่อส่งออก ที่ต้องใช้ความรู้เพิ่มเติม ลงทุนมากขึ้นอีก และมีความเสี่ยงสูง เพราะอาจถูกปฏิเสธจากผู้นำเข้าทั้งหมดก็ได้หากพบแมลง หรืออาจถูกกีดกันอย่างไม่เป็นธรรมเพราะเส้นไม่ใหญ่เท่าเม็กซิโก บราซิลผู้ครองตลาดอยู่แล้ว และฟิลิปปินส์ที่เป็นมิตรสนิทแนบแน่นของสหรัฐอเมริกา

ประเทศอื่นที่เมียงมองจะส่งออกมะม่วงสุกก็คือออสเตรเลีย เพราะในบริเวณตอนเหนือเช่นรัฐควีนสแลนด์ และ Northern Territory สามารถปลูกผลไม้ประเภทมะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด ได้ดี

งานวิจัยและผลงานของเขารุดหน้าไปอย่างน่ากลัวโดยมองไปที่ตลาดญี่ปุ่นด้วย

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นการแข่งขันในเรื่องของมะม่วงสุกระหว่างประเทศ ตราบใดที่คนไทยบริโภคมะม่วงดิบกันมากๆ ยอมจ่ายราคาสูงกิโลละ 30-40 บาท เกษตรกรไทยปลูกมะม่วงก็พอไปได้โดยไม่ต้องพะวงกับการส่งออกไปแข่งขัน หรือกลัวการมาแย่งตลาดในประเทศ (คงไม่มีใครนิยมกินข้าวเหนียวมะม่วง กับมะม่วงสุกยี่ห้อ Dole เป็นแน่) ต่อให้มีเขตการค้าเสรีก็ตาม

ประเด็นหนึ่งที่พึงพิจารณาก็คือความเคยชินของผู้บริโภคมะม่วงอกร่องไทย ที่เราคิดว่าเป็นพันธุ์หอมหวานชั้นยอด ที่ส่งออกไปขายญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกาได้บ้างนั้น คนซื้อมักเป็นคนไทย หรือชาวต่างชาติที่คุ้นเคยกับมะม่วงพันธุ์นี้มาก่อน จากการบริโภคในบ้านเรา

ถึงแม้เราจะว่าพันธุ์อื่นอร่อยสู้มะม่วงอกร่องไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าผู้คนในตลาดต่างประเทศเคยชินกับรสชาติ และหน้าตาของมะม่วงแบบที่บริโภคกันมานาน ดังนั้น จึงมีทางโน้มที่จะซื้อต่อไป มากกว่าจะทดลองมะม่วงพันธุ์ของเรา ว่าที่ว่าอร่อยและมีรสแปลกออกไป

นี่คืออุปสรรคสำคัญของการส่งออกอีกประการหนึ่ง

อย่าลืมว่าของที่มีคุณภาพดีที่สุดนั้น ไม่จำเป็นต้องขายดีเสมอไป ดูตัวอย่างปลาดุกอุยเนื้อเหลืองคุณภาพดีเยี่ยม กับปลาดุกด้านเนื้อธรรมดา คนนิยมปลาดุกด้านมากกว่า จนขายดีกว่าปลาดุกอุยเป็นอันมาก

หรือกรณีของปลานิลกับปลาทับทิมญาติสีชมพูซึ่งมีรสชาติดีกว่าก็เช่นเดียวกัน ปลานิลขายดีกว่ามากมายทั้งนี้เนื่องจากราคาเป็นต้นเหตุ

เมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ได้ร่ำรวย อำนาจซื้อมีไม่มากจึงนิยมกินของดีรองลงมา ดังนั้น เกษตรกรผู้ผลิตจึงตอบรับด้วยการผลิตของดีประเภทสองออกมา (ของมือสองที่ขายกันได้ดีก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน)

ยกเว้นพระเครื่องดีๆ ที่ทุกคนพยายามหลีกหนีพระมือหนึ่งที่เพิ่งทำเสร็จเมื่อเดือนก่อน แล้วเอาไปหมกดินราดด้วยน้ำหมากเพื่อให้ดูเก่า

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มิได้ต้องการสนับสนุนให้ผู้ผลิตมะม่วงไทยพอใจ แต่การผลิตขายให้แก่คนไทยด้วยกันเองในรูปมะม่วงดิบเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น เพียงแต่พยายามวิเคราะห์สถานการณ์ที่เชื่อว่าเป็นจริง

ในระยะยาวถ้ามีงานวิจัยค้นคว้าการผลิตและการทำตลาดที่ดี การส่งออกมะม่วงคุณภาพดีราคาสูงและผลผลิตอื่นๆ ที่เกี่ยวพันกับมะม่วงก็จะสร้างงานและนำรายได้เข้าประเทศได้เป็นอันมาก

ฟิลิปปินส์ผลิตสบู่มะม่วง มะม่วงหวานอบแห้ง น้ำมะม่วง ไอศกรีมมะม่วง ลูกกวาดมะม่วง แต่ที่ไทยเรามักชอบก็คือมะม่วงดอง มะม่วงเค็ม มะม่วงสามรส มะม่วงกวนแผ่น ฯลฯ

และสุดท้ายแอบตัดต้นมะม่วงป่าขนาดใหญ่เอาไม้ลายสวยมาขาย

ที่มา : อาหารสมอง วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1242

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ทานกล้วยหอมมีประโยชน์

กล้วยหอมมีสารน้ำตาลอยู่ 3 ชนิดคือ ซุคโคส ฟรุคโตสและกลูโคส (sucrose, fructose and glucose) รวมทั้งเส้นใยอาหาร มันจะให้พลังงานแก่ร่างกายพร้อมนำไปใช้ทันทีเลยจ๊ะเขาวิจัยมาแล้วว่ากล้วยหอม 2 ใบให้พลังงานเพียงพอให้เราทำงานถึง 90 นาที ไม่ต้องสงสัยเลยนะครับ นักกีฬาระดับโลกถึงชอบกินกล้วยหอมกันนัก (เคยเห็นในสนามเทนนิส..พอพักเบรคบางคนหยิบกล้วยหอม มากัดกินสัก 2-3 คำ) ยังไม่หมดนะ....เจ้ากล้วยยังมีคุณอนันต์ ป้องกันโรคภัยและภาวะต่าง ๆของร่างกายได้อีกด้วย...มาดูกัน

ความเศร้าซึม จากการสำรวจและวิจัยไต่ถามพร้อมสุ่มตัวอย่างจากคนไข้ ที่ป่วยเป็นโรคเศร้าซีม พบว่าส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้กินกล้วยหอม เพราะว่ามัน tryptophan ซึ่งเป็นกรดอะมิโนโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายสามารถแปลงเป็น serotonin สารกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใสและมีความสุขมากยิ่งขึ้น

pms (premenstrual syndrome)สำหรับสุภาพสตรีแล้วก่อนที่จะมีประจำเดือน อารมณ์จะหงุดหงิดง่าย ไม่อยู่กับร่องรอยและก่อให้เกิดสภาวะต่อร่างกาย..เช่ นปวดท้อง ปวดหัว...ฯลฯ รีบกินกล้วยหอมซะดี ๆ.....ยาแก้ปวดลืมไปได้เลย..... มันสามารถป้องกันได้นะจ๊ะ........

โรคโลหิตจาง (Anemia) ธาตุเหล็กในกล้วยหอมสามารถที่จะกระตุ้นร่างกายให้ผลิ ต Hemoglobin (ฮีโมโกลบิน) ในกระแสโลหิตช่วยหยุดยั้งภาวะโลหิตจางได้ แต่คงไม่ช่วยแก้โรคทรัพย์จางได้หรอกนะ....ฮ่า...

ความดันโลหิต (Blood Pressure) กล้วยหอมมีเกลือโปแตสเซียมเหลืองอยู่เยอะ เป็นตัวช่วยความดันเลือดจนกระทั่ง US Food and Drug Administration อนุมัติให้กล้วยหอมยอดผลไม้มีส่วนช่วยลดภาวะความเสี่ ยงความดันได้จริง

เสริมสร้างพลังสมอง (Brain Power) ที่อังกฤษในแค้วน Middlesex มีนักเรียนจำนวน 200 คนจาก Twickenham school อ้างว่าพวกเขาสอบผ่านเพราะได้กิตกล้วยหอมเป็นอาหารเช ้า รวมทั้งกินอีกนิดหน่อยในตอนมื้อเที่ยงเพื่อทำให้สมอง สดชื่น เขาได้วิจัยพบว่าโปแตสเซียมในกล้วยช่วยนักเรียนให้ตื ่นตัวอยู่เสมอ

อาการท้องผูก (Constipation) เส้นใยอาหารในกล้วยหอมช่วยทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกาย ทำงานได้ดี

เมาค้าง (Hangovers) วิธีแก้เมาค้างที่เร็วและดีอีกวิธีหนึ่งก็คือกินกล้ว ยหอมปั่น banana milkshake โดยการใส่น้ำผึ้งลงไปด้วย ด้วยสรรพคุณของน้ำผึ้งและสารวิตามินในกล้วยจะช่วยให้ ปรับระดับน้ำตาลในเส้นเลือด และทำให้กระเพาะอาหารอยู่ในสภาวะที่พร้อมทำงานได้เร็ วขึ้น...... จุกเสียดแน่นท้อง (Heartburn) กล้วยหอมมีสารลดกรดตามธรรมชาติอยู่ ดังนั้นการกินกล้วยก็จะช่วยให้ลดอาการดังกล่าว

Morning Sickness ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรดีนะ...อาการงี่เง่าตอนเช้าเช่ นไม่อยากจะตื่นบ้าง....ฯลฯ ถ้าเรากินกล้วยหอมสักคำ 2 คำระหว่างมื้อเช้า เที่ยงหรือเย็น มันจะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและแก้อาการดังกล่าว ในตอนเช้าได้

บรรเทาแผลยุงกัด ก่อนที่จะใช้ยาทา ลองใช้เปลือกกล้วยหอมด้านในถูบริเวณที่ถูกยุงกัด จะช่วยลดอาการคันหรือบวมได้.....คนส่วนใหญ่เป็นอย่าง นั้นจริง ๆ

ระบบประสาท (Nerves) วิตามินบีที่มีอยู่มากในกล้วยหอมจะช่วยลดความเครียด. ...อ่อนล้าได้

อ้วนจากทำงานมากเกินไป ที่สถาบันจิตวิทยาในออสเตรียได้ศึกษาและพบว่า ความเครียดจากที่ทำงานทำให้คนกินช็อกโกแล็ตและพวกโปเ ต้โต้ชิปส์มากเกินไป ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น จากที่กล่าวมาแล้วถ้ากินกล้วยหอมสักเล็ก ๆน้อย ๆประมาณทุก ๆ 2 ชม. มันจะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและลดการอยากกินของจ ุกจิก

แผลในลำไส้และกระเพาะอาหารรวมทั้งผิวหนังพุพองเป็นแผ ล (Ulcers) สารและเส้นใยในกล้วยหอมช่วยให้การย่อยอาหารของลำไส้เ ล็กดีขึ้น รวมทั้งกรดต่าง ๆที่มีอยู่ทำให้มีการเคลือบผิวของกระเพาะ ลดการเป็นแผลในกระเพาะได้

ปรับระดับอุณหภูมิในร่างกาย (Temperature Control) ในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรที่มีอากาศร้อน ผู้คนชอบกินกล้วยหอมดับร้อนกันครับและเชื่อว่ามันเป็ นผลไม้เย็นฉ่ำชนิดหนึ่ง อย่างเช่นในไทยมีความเชื่อกันว่าผู้หญิงท้องควรกินกล ้วยหอมเป็นประจำ เพื่อเด็กที่เกิดมาจะมีอารมณ์เยือกเย็นเช่นดังป๋าคูล เป็นต้น......so cool....

ลดความอยากสูบบุหรี่ สำหรับท่านที่ต้องการเลิกบุหรี่ กล้วยหอมอาจช่วยท่านได้เพราะมีวิตามิน B6, B12 โปแตสเซียมและแม็กนีเซียม ที่มีอยู่มากจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วจากการขาดสารนิโคติน

เห็นไหมว่ากล้วยหอมนั้นเป็นยอดผลไม้จริง ๆ เปรียบเทียบกับแอปเปิลแล้ว กล้วยหอมมีโปรตีนมากกว่า 4 เท่า มีคาร์โบไฮเดรทมากกว่า 2 เท่า ฟอสฟลอรัสมากกว่า 3 เท่า วิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆมากกว่า 2 เท่า ดังนั้นจากที่ฝรั่งเคยพูดกันว่า "An apple a day keeps doctor away." ต่อไปคงจะต้องเปลี่ยนเป็น "A banana a day keeps doctor away." ซะแล้วมั๊ง.....

อ้อ...แถมท้ายอีกอย่างหนึ่งรองเท้าหนัง ถ้าอยากขัดให้มันวาวแบบเร็ว ๆ ก็เอาเปลือกกล้วยหอมด้านในถูรองเท้าไปเลย เสร็จแล้วเอาผ้าแห้งเช็ดขัดออก...รองเท้าจะมันแผล็บเลย....